Data-Driven SME

Data-Driven คืออะไร? ทำไม SME ที่ขายดีแต่ไม่มีกำไร ต้องเริ่มจากข้อมูล

Data-Driven ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่ ร้านเล็กก็เริ่มได้ด้วยตัวเลข 3 ตัวที่จดทุกวัน พร้อมตัวอย่างร้านที่ยอดขายโต 33% แต่กำไรกลับลดลง และวิธีมองให้เห็นก่อนสายเกินไป

ประสิทธิ์ เพชรจำรัส · Data Analyst ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
อัปเดต 9 ตุลาคม 2569 · อ่าน 10 นาที


ปี 2568 ที่ผ่านมา มีธุรกิจในไทยจดทะเบียน เลิกกิจการ 22,783 ราย ครับ

นี่นับเฉพาะนิติบุคคลที่ไปจดเลิกถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ร้านเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จดบริษัท แล้วปิดประตูเงียบ ๆ ไปเฉย ๆ ไม่ได้อยู่ในตัวเลขนี้เลย...

ส่วนธุรกิจที่ยังเปิดอยู่ ก็ใช่ว่าจะสบาย ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 บอกว่าสินเชื่อธุรกิจ SME ในธนาคารพาณิชย์ เป็น หนี้เสีย (NPL) 9.13% และเป็น หนี้ที่เริ่มมีปัญหา (Stage 2) อีก 14.90%

รวมกันแล้วประมาณ 24% แปลง่าย ๆ คือ สินเชื่อ SME ทุก 100 บาท มีราว 24 บาทที่เริ่มมีสัญญาณเสี่ยง หรือผ่อนไม่ไหวไปแล้วครับ

คำถามที่ผมอยากชวนเพื่อนๆ คิดในบทความนี้คือ...

ธุรกิจเหล่านี้รู้ตัวตอนไหนว่ากำลังจะไปไม่รอด?

ถ้าคำตอบคือ "รู้ตอนเงินในบัญชีหมด" — นั่นคือรู้ช้าไปหลายเดือนแล้วครับ

1. Data-Driven คืออะไร?

Data-Driven แปลตรงตัวคือ "ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล" หมายถึง การตัดสินใจทางธุรกิจโดยดูจากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง แทนการใช้ความรู้สึกอย่างเดียว

ถ้าใครเข้าใจแล้วก็ข้ามไปข้อ 2 ได้เลยครับ แต่ผมอยากแยกให้เห็นชัด ๆ ก่อนว่า

• ตัดสินใจด้วยความรู้สึก — "ช่วงนี้ร้านดูยุ่งขึ้นนะ น่าจะขายดี" · "เมนูนี้ลูกค้าชมเยอะ น่าจะกำไรดี"

• ตัดสินใจด้วยข้อมูล — "เดือนนี้ยอดขายเพิ่ม 20% แต่กำไรลด 5% เพราะยอดที่เพิ่มมาจากแอปเดลิเวอรี่ที่โดนหัก 30%"

ประโยคแรกไม่ผิดนะครับ เจ้าของร้านที่อยู่หน้าร้านทุกวันมีสัญชาตญาณที่ดีมาก แต่ปัญหาคือ ความรู้สึกบอกได้ว่า "เกิดอะไรขึ้น" แต่บอกไม่ได้ว่า "เท่าไหร่" และ "เพราะอะไร"

และ Data-Driven ไม่ได้แปลว่า ต้องมี Big Data · ต้องใช้ Power BI · ต้องจ้างนักวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับร้านเล็ก สมุดหนึ่งเล่มหรือ Google Sheet หนึ่งไฟล์ ที่จดสม่ำเสมอทุกวัน ก็คือ Data-Driven แล้วครับ

2. ทำไม "ขายดี" ถึงไม่ได้แปลว่า "กำไรดี"

นี่คือกับดักที่เจอบ่อยที่สุด ผมขอยกตัวอย่างร้านอาหารสมมติร้านหนึ่งนะครับ (ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นกลไก)

ก่อนเข้าแอปเดลิเวอรี่ — ขายหน้าร้านอย่างเดียว

🎯 ยอดขาย 150,000 บาท/เดือน
🎯 ต้นทุนวัตถุดิบ 35% = 52,500 บาท
🎯 ค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ) = 70,000 บาท
🎯 กำไร = 150,000 − 52,500 − 70,000 = 27,500 บาท

หลังเข้าแอปเดลิเวอรี่ — ยอดรวมพุ่งเป็น 200,000 บาท เจ้าของร้านดีใจมาก ร้านยุ่งขึ้นเห็น ๆ

แต่ช้าก่อนนนนนน!!!

ยอด 200,000 นี้ มาจากหน้าร้าน 100,000 (ลูกค้าเก่าบางส่วนย้ายไปสั่งผ่านแอปแทน) และจากแอป 100,000

🎯 ต้นทุนวัตถุดิบ 35% ของ 200,000 = 70,000 บาท
🎯 ค่า GP แอป 30% ของ 100,000 = 30,000 บาท
🎯 กล่อง ถุง ช้อนส้อมสำหรับออเดอร์แอป 5% ของ 100,000 = 5,000 บาท
🎯 ค่าใช้จ่ายคงที่เท่าเดิม = 70,000 บาท
🎯 กำไร = 200,000 − 70,000 − 30,000 − 5,000 − 70,000 = 25,000 บาท

ก่อนเข้าแอป หลังเข้าแอป เปลี่ยนไป
ยอดขาย 150,000 200,000 +33%
กำไร 27,500 25,000 −9%

ยอดขายโต 33% แต่กำไรลดลง 9% และที่หนักกว่านั้นคือ ทุกคนในร้านเหนื่อยขึ้นทุกวัน...

ถ้าดูแค่ "ยอดขายรวม" ร้านนี้จะคิดว่ากำลังไปได้สวย อาจถึงขั้นกู้เงินมาขยายสาขา ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ขายหน้าร้าน 100 บาท เหลือส่วนต่างไว้จ่ายค่าเช่าค่าแรง 65 บาท แต่ขายผ่านแอป 100 บาท เหลือแค่ 30 บาท — ไม่ถึงครึ่ง

ข้อมูลไม่ได้บอกว่า "ห้ามเข้าแอป" นะครับ บางร้านเข้าแอปแล้วได้ลูกค้าใหม่จริง ๆ แต่ข้อมูลทำให้เรา รู้ว่ากำลังแลกอะไรกับอะไร แล้วเลือกได้ เช่น ตั้งราคาในแอปให้สูงกว่าหน้าร้าน หรือขายในแอปเฉพาะเมนูที่กำไรต่อจานสูง

3. ข้อมูลช่วย SME ได้ 3 เรื่อง

  1. เห็นก่อน — เงินสดลดลงติดกัน 3 เดือน คือสัญญาณที่เห็นได้ก่อนหนี้จะเริ่มค้างหลายเดือน ถ้าเราจดไว้ เราจะเห็นมันตั้งแต่เดือนแรก ไม่ใช่เห็นตอนธนาคารโทรมา

  2. แยกให้ออก — ช่องทางไหน เมนูไหน ลูกค้ากลุ่มไหน ทำเงินจริง ช่องทางไหนแค่ทำให้ยุ่ง (แบบตัวอย่างข้างบน)

  3. วัดผลได้ — ขึ้นราคา 5 บาทแล้วลูกค้าหายไปกี่คน? ทำโปรแล้วคุ้มไหม? ถ้าไม่มีตัวเลขก่อน-หลัง เราจะไม่มีวันรู้เลยครับ

4. เริ่มจากตรงไหน? ตัวเลขแค่ 3 ตัวที่จดทุกวัน

ไม่ต้องเริ่มใหญ่ครับ ผมแนะนำให้เริ่มจาก 3 ตัวนี้ จดทุกวันก่อนปิดร้าน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

ตัวเลข จดอะไร บอกอะไรเรา
1. ยอดขาย แยกช่องทาง หน้าร้าน / แอป / LINE / โอน ช่องทางไหนโต ช่องทางไหนหด
2. เงินที่จ่ายออกไป ค่าวัตถุดิบ ค่าของ ค่าใช้จ่ายวันนั้น ต้นทุนวิ่งตามยอดขายไหม
3. เงินสดคงเหลือ เงินในลิ้นชัก + ในบัญชี ตอนปิดร้าน ธุรกิจมีเงินหายใจอีกกี่วัน

จดครบ 1 เดือน เราจะเริ่มเห็นรูปแบบ จดครบ 3 เดือน เราจะเริ่มตัดสินใจจากตัวเลขได้จริงครับ

ขอย้ำว่านี่คือ จุดเริ่มต้น เท่านั้นนะครับ!!! ตัวเลข 3 ตัวนี้ยังไม่พอจะบอกกำไรที่แท้จริงทั้งหมด (เช่น ยังไม่รวมค่าเสื่อม หรือเงินเดือนของเจ้าของเอง) แต่มันดีกว่าไม่จดอะไรเลยหลายเท่า

5. แล้วเว็บนี้จะพาไปทางไหนต่อ

Data-Driven SME ตั้งใจทำให้เป็นที่ที่เจ้าของธุรกิจ อ่านแล้วกลับไปทำได้จริงในร้านตัวเอง ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ ครับ

เส้นทางที่ผมวางไว้ให้เพื่อนๆ คือ

🔗 รู้ว่าต้องขายวันละเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน → จุดคุ้มทุนร้านกาแฟ คิดยังไง? ต้องขายวันละกี่แก้ว

🔗 เลือกตัวเลขที่จะติดตาม → KPI สำหรับ SME: 5 ตัวแรกที่ร้านเล็กควรวัด

🔗 ให้ AI ช่วยงานประจำวัน → เริ่มใช้ AI ใน SME: 5 งานที่ทำได้วันนี้

และกำลังทำ เครื่องคิดเลขออนไลน์ฟรี ให้ใส่ตัวเลขร้านตัวเองแล้วได้คำตอบทันที เริ่มจากจุดคุ้มทุน · กำไรขั้นต้น · ตั้งราคาหลังหักค่า GP · กระแสเงินสด ทยอยปล่อยทุกสัปดาห์ครับ

สุดท้ายนี้อยากถามเพื่อนๆ ว่า ตอนนี้ร้านของเพื่อนๆ จดตัวเลขอะไรทุกวันบ้าง? หรือยังไม่ได้จดเลย ก็ไม่ต้องอายนะครับ มาแชร์กันได้ ผมจะเอาคำถามที่เจอบ่อยมาทำเป็นบทความตอนต่อไป


หมายเหตุ :

  • จำนวนเลิกกิจการ 22,783 ราย = ผลรวมการจดทะเบียนเลิกกิจการรายเดือน ม.ค.–ธ.ค. 2568 ทุกจังหวัด จากชุดข้อมูลเปิดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (นับเฉพาะนิติบุคคล)
  • สัดส่วนหนี้เสียและหนี้ที่เริ่มมีปัญหา เป็นสินเชื่อธุรกิจ SME ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 (ธปท. นิยามขนาดตาม สสว.) · ตัวเลข 24% คือ 9.13% + 14.90% ที่ผมรวมเอง
  • SME ไทยมี 3.25 ล้านราย (ปี 2567) สร้างการจ้างงานประมาณ 68.81% และคิดเป็นประมาณ 34.50% ของ GDP ประเทศ (สสว. รวบรวมโดย ธปท.)
  • ตัวอย่างร้านอาหารเป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายกลไก อัตรา GP จริงขึ้นกับแต่ละแอปและสัญญาของแต่ละร้าน

ข้อมูลอ้างอิง :

อ่านต่อในหมวด การประยุกต์ใช้ข้อมูล